พี่ครับ...ผมเลี้ยงผี

พี่ครับ…ผมเลี้ยงผี …… เรื่องราวบางอย่าง เราก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้มันเกิดความวุ่นวายกับชีวิตของเรา แต่หลายๆ เรื่อง ก็ทำให้ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่นกัน ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ จะรู้หรือไม่ก็ตาม ถ้ามันเริ่มไปแล้ว ก็ยากที่จะจบลง โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

          ครั้งนี้ต่างจากหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ผมไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ไม่เคยคิดว่าตัวเอง จะต้องมาทำอะไรแบบนี้ และแน่นอนว่า มันสร้างความเดือดร้อนให้กับคนรอบข้างพอสมควร
          เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมยังไม่ได้มาเขียนเรื่องเล่าจริงๆ จังๆ เหมือนอย่างทุกวันนี้ และเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มรู้ตัวว่า เราชอบเขียน ซึ่งเรื่องราวนี้ก็เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ในกระทู้ ‘อีกเรื่องเล่า…จากลูกพระนเรศ’ ระยะหนึ่ง
          ถ้าใครที่เคยอ่านกระทู้นั้นก็น่าจะเคยผ่านตาว่า เรื่องราวในวันนั้นทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปพอสมควร อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ เริ่มมีคนรู้จักผมในแง่มุมนี้มากขึ้น พี่ๆ เพื่อนๆ ก็เริ่มที่จะบอกเล่ากันปากต่อปากไปสู่คนมากหน้าหลายตา ทั้งที่ผมรู้จักและไม่รู้จัก และเรื่องนี้ก็เป็นผลมาจากเหตุการณ์นั้นเช่นกัน
          อยู่ดีๆ วันหนึ่งเพื่อนของผมที่ไม่ใช่กลุ่มที่สนิทกันมากนัก ก็เข้ามาทักทายตามปกติเวลาเจอหน้ากัน พร้อมกับบอกว่า มีคนอยากคุยกับด้วย ผมก็เลยถามกลับไปว่าเป็นใครและจะคุยเรื่องอะไร
          เพื่อนบอกว่าไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน แต่น่าจะเป็นเรื่องผีๆ สางๆ นี่แหละ ผมลังเลสักครู่หนึ่ง ก็ขอปฏิเสธไปก่อน เพราะตอนนั้นยังรู้สึกว่าไม่อยากให้ชีวิตเกิดความวุ่นวาย แค่เรื่องเรียนก็ยากเกินพอแล้ว
          ผ่านไปสองสามวัน ผมก็ได้เจอเพื่อนคนเดิมอีก คราวนี้มันเดินมาหาผมหน้าตาแหยๆ เหมือนมีอะไรจะพูด พอถามจึงได้รู้
          เพื่อนผมกล่าวขอโทษ ก่อนที่จะบอกว่า ได้ให้ Facebook ของผมกับน้องคนนั้นไป เพราะด้วยความสนิทกันระหว่างเพื่อนผมกับคนๆ นั้น บวกกับโดนคะยั้นคะยอจึงจำเป็นจะต้องให้ไป
          บอกตามตรงว่า ตอนนั้นค่อนข้างโกรธ และไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรออกไป เพราะผมเองกับเพื่อนคนนี้ก็รู้จักกันเพียงผิวเผิน ทางนั้นกับเขาคงจะสนิทกันมากกว่าเป็นทุนเดิม การจะเลือกทำตามคำขอของฝั่งนั้น ก็คงจะเป็นเรื่องธรรมดา
          ผมตัดสินใจว่าแค่ให้ไป ถ้าไม่ทักไม่มาวุ่นวายอะไรผม ก็คงไม่เป็นไร แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะก่อนจะแยกกันเพื่อนบอกว่า ‘น้องมันทักไปแล้วนะ แต่เห็นไม่ตอบ เลยฝากมาถาม’

          ผมก็งงๆ ว่าจะทักมาได้อย่างไร เพราะไม่ได้มีข้อความอะไรแจ้งเตือนขึ้นมา มันเหมือนกับว่า ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันหรืออะไรสักอย่าง ทำให้เวลาทักมาจะไม่เห็นข้อความ ไม่เหมือนไลน์ที่มันจะแจ้งเตือนขึ้นมาก่อน แล้วค่อยกดรับก็ได้ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะใช่ จำได้ลางๆ แค่ว่าไม่ได้เห็น)
          จากคำพูดของเพื่อน จึงได้รู้ว่าบุคคลดังกล่าวน่าจะเป็นรุ่นน้องของผมอีกทีหนึ่ง และเรียนอยู่ที่นี่เช่นกัน แต่คงจะเป็นคณะอื่น ด้วยความเกรงใจเพื่อน จึงเปิดข้อความเข้าไปดู และรู้สึกไม่ค่อยพอใจที่มีคนเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวาย
          ผมตอบไปตามมารยาทแล้วก็เงียบหายไป ทั้งที่เห็นว่าน้องส่งข้อความตามมาอีกหลายครั้ง ผมก็ไม่กดเข้าไปอ่าน เพราะคิดว่าคงแค่อยากคุยไม่ได้มีเหตุอะไร
          อยู่ดีๆ ในคืนหนึ่งที่ผมนั่งเล่นอะไรไปเรื่อยอยู่ในห้อง  ข้อความใน Facebook แจ้งเตือนขึ้นมาติดๆ กัน พอเหลือบไปดูก็เห็นว่าเป็นข้อความของน้องคนเดิม ตอนนั้นหงุดหงิดมาก จนตัดสินใจกดเข้าไปเพื่อจะ ด่า และให้หยุดรบกวนผมสักที
          ด้วยนิสัยที่ชอบอ่านนั่นอ่านนี่ ทำให้ตอนเปิดเข้าไปดูข้อความ สายตาก็กวาดไปเจอกับข้อความหนึ่งที่สะกิดใจของผมมาก


‘ พี่ครับ…ผมเลี้ยงผี ’


           ประโยคนั้น ทำให้ผมต้องกลับไปย้อนอ่านข้อความที่ค้างไว้อีกหลายข้อความ และใช้เวลาร่วมสิบนาทีในการไล่อ่านเนื้อหาใจความทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
          ข้อความทั้งหมดนั้นวกไปวนมา มีใจความอยู่แค่ไม่กี่บรรทัด เหมือนกับผู้เขียนไม่รู้ว่าตัวเองต้องการจะสื่ออะไร และกลัวว่าผู้อ่านจะรู้อะไรไปมากกว่าที่ตนอยากให้รู้
          เอาเป็นว่าใจความสำคัญเท่าที่มีคือ น้องคนนี้ชื่อเจมส์ (ชื่อสมมติ) และน้องมีความสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์มากกว่าเด็กทั่วไปประมาณหนึ่ง เป็นเรื่องปกติที่วัยรุ่นจะเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง และช่วงวัยนี้สิ่งที่ขาดไปมาก คือ สติ และ ความยับยั้งช่างใจ
          ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทำให้เจมส์พาตัวเองเข้าไปพัวพันกับสิ่งที่ไม่ควรยุ่ง น้องไม่ได้ไปลองของ น้องไม่ได้ไปเที่ยวบ้านผีสิงเหมือนอย่างเด็กทั่วๆ ไป แต่น้องไปร่ำเรียนเอาไสยศาสตร์พวกนี้มาไว้กับตัว
          ผมอ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็ถอนหายใจ บอกตัวเองว่า ไม่น่าเข้ามาอ่านเลย พอรู้แล้วก็ยากที่จะวางไว้หรือไม่สนใจ
          ครั้งนั้นผมรู้สึกไม่แน่ใจกับคนที่กำลังสนทนากับผม ไม่รู้ถึงสิ่งที่เขาต้องการ เพราะอ่านแล้วก็จับใจความได้แค่นั้น คำว่าเลี้ยงผีของน้อง ก็มาจากการร่ำเรียนวิชาเหล่านี้เช่นกัน มันเป็นหนึ่งในวิชาที่น้องรับมาจากผู้ที่เรียกว่าเป็น อาจารย์
‘แล้วน้องต้องการให้พี่ทำยังไงครับ’ ผมตอบไปอย่างนั้น เจมส์ก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน


‘ผมอยากเลิกครับ’
          

ประโยคนั้นทำให้ความหงุดหงิดของผม ลดลงมาหลายระดับ จนเกือบจะกลับมาเป็นปกติ คนเราทำผิดพลาดกันได้และก็ควรให้โอกาสกับคนที่ต้องการจะกลับตัวบ้างสักครั้ง
           เราคุยกันต่ออีกสักพักก็ไม่ได้ใจความอะไรมากมาย นอกจากน้องบอกว่า เหมือนจะคุมของที่รับมาไว้ไม่ได้แล้ว ผีที่รับมา น่าจะแข็งเกินกว่าคนที่เริ่มหัดอย่างเขาจะเอามาใช้งาน และมันก็เริ่มที่จะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง เขารู้ว่าทำผิด แต่คราวนี้เขาก็กลัวจะเอาตัวไม่รอดจริงๆ จึงขอความช่วยเหลือมาทางผม
          ผมถามต่อไปอีกหน่อยว่า ถ้าคิดจะเลิกแล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม ต้องการให้ผมทำอะไรให้กันแน่ เจมส์ตอบกลับมาว่า สิ่งที่ตัวเองไม่รู้ เริ่มทำให้เขาอยู่ไม่ได้ มันเริ่มหลอกหลอน และทำร้ายเขา ซึ่งเขาอยากจะหยุดมันให้เร็วที่สุด
          เจมส์ขอออกมาเจอผม และคุยกันตรงๆ มากกว่า เผื่ออะไรๆ มันจะชัดเจนกว่านี้ ผมจึงทักไปหาเพื่อนที่อยู่หอเดียวกัน แต่ก็ไม่มีใครอยู่เลย ทุกคนกลับบ้านไปเมื่อเย็น บางคนก็ยังไปเที่ยวอยู่ข้างนอก ผมเลยตัดสินใจออกมาคนเดียว ทั้งที่ไม่ค่อยจะทำนัก
          เรานัดเจอกันที่ร้านบะหมี่ร้านหนึ่งใกล้ๆ หอพักของผม ผมนั่งรอได้ไม่นานเขาก็มาถึง หน้าตาของเขาค่อนข้างดี สีผิวออกจะคล้ำสักหน่อย แต่ก็ดูน่าจะเป็นที่สนใจของสาวๆ เหมือนกัน ด้วยรูปร่างที่สมส่วนกับกล้ามที่เบียดชายเสื้อจนคับพอดีตัว
          เขายกมือไหว้ตามประสาคนรุ่นน้อง ซึ่งก็ทำให้เราเปิดใจกับเขามากขึ้น มารยาทเป็นสิ่งที่ดีเมื่อต้องไปพบเจอกับใครก็ตาม ผมเองก็ถือคติเช่นนี้มาตลอด แต่สำหรับใครที่ไม่ควรเคารพ ก็คงจะไม่เลือกใช้กับเขาเป็นแน่
          ผมได้ฟังเรื่องราวโดยละเอียดอีกครั้ง คราวนี้รู้เรื่องกว่าตอนพิมพ์มาก แต่เขาก็ยังมีท่าทีที่ดูตื่นเต้น กล้าๆ กลัวๆ อยู่ไม่น้อย
          เจมส์เล่าว่า หลังจากที่ไปศึกษากับอาจารย์ท่านหนึ่งมา เขาก็เริ่มได้ของขลังมาหลายชิ้น ซึ่งมันก็ได้ผล เห็นผลในแบบของเขา ทั้งแคล้วคลาดและด้านอื่นๆ พื้นเพเขามาจากบ้านนอก ที่มักจะมีเรื่องต่อยตี ยิงกันบ่อยๆ ก็แคล้วคลาดมาได้ทุกครั้ง และตัวเขาเองก็อยู่ในแก๊งมอเตอร์ไซด์มาก่อน เคยทั้งคว่ำทั้งชน แต่ก็รอดมาได้ ท่าทางตอนเล่านั้น ดูภูมิใจพอสมควร
          ทุกอย่างเหมือนจะดี จนวันหนึ่งเขาได้ ‘ผีเลี้ยง’ มาจากอาจารย์ โดยมันมีประโยชน์มาก ใช้ทำอะไรได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องของเสน่ห์ แต่มันก็แลกมาด้วยข้อห้ามและข้อแม้อะไรหลายๆ อย่าง โดยอาจารย์รับประกันว่า ถ้าทำตามเงื่อนไขได้ทุกข้อ มันจะมีแต่เรื่องดีไม่มีเสียแน่นอน
          พอได้ยินอย่างนั้น ผมก็เริ่มกลับมาหงุดหงิดอีกครั้ง เพราะผมไม่ชอบการใช้งานวิญญาณอะไรอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องทำตัวนิ่งๆ ไว้
‘แล้วไงครับ’
          ผมถามกลับด้วยความไม่พอใจ และสงสัยว่าถ้าเขาจะเลี้ยงแล้วมันจะมีปัญหาอะไร หลังจากได้ยินคำถามจากผม เขาก็อึกอัก คงเพราะน้ำเสียงของผมที่เริ่มหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
          เขาขออนุญาตเล่าต่ออีกหน่อย เพื่อความกระจ่างในสิ่งที่เกิดขึ้น
          หลังจากได้รับผีเลี้ยงนั้นมาแล้ว อาจารย์ก็กล่าวถึงรายละเอียดของผีเลี้ยงตนนี้โดยมีความว่า ผีตนนี้เป็นพรายที่ถูกจับมาด้วยวิชาของตัวอาจารย์เอง ส่วนราคาค่างวดนั้น ก็ว่ากันไปตามระเบียบของหมอผีหากินอย่างเขา แต่สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ วิธีการใช้งานและเงื่อนไขของวิญญาณดวงนี้

เมนูกล้วยๆ สุดเฮลตี้ ผลไม้คู่กายสำหรับคนลดน้ำหนัก คงจะหนีไม่พ้น กล้วย ผลไม้ที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่ช่วยเพิ่มเพลังได้ดีเยี่ยม กินแล้วอิ่มท้อง  เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยและกากอาหารมาก

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม : 21 ภูติผี แดนภารตะ