เรื่องเล่าจากสาวพยาบาล

เรื่องเล่าจากนางพยาบาล

เรื่องเล่าจากนางพยาบาล เรื่องนี้จากพยาบาลสาวคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลครับ พยาบาลได้เล่าเอาไว้ว่า เมื่อหลายปีก่อน เคยทำงานในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ตึกที่ทำงานเป็นตึกใหม่ (ในเวลานั้น) เราอยู่แผนกคนไข้ในสูตินรีเวช มีห้องพักคนไข้ทั้งหมด 10 กว่าห้อง เป็นห้องเตียงคู่ 2 ห้อง คืนหนึ่งราวๆ ตี 3 เจ้าหน้าที่แบ่งกันไปพัก เรากับพยาบาลอีกคนนั่งหลับอยู่ที่เคาน์เตอร์ คนไข้ห้องเตียงคู่คนหนึ่งเป็นผู้ชายมาฝากนอน เนื่องจากชั้นอื่นเตียงเต็ม เขาขาหักนอนใส่เฝือกอยู่คนเดียวในห้องนั้น เขากดออดเรียกให้เข้าไปหา พอเราเข้าไปเขาบอกว่า ขณะที่เขานอนกึ่งหลับกึ่งตื่น มีคนมาเกาะข้างเตียงพูดกับเขาว่า ‘ไปโดดตึกเล่นกัน’ เสียงนั้นพยายามพูดชักชวนเขาอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง คนไข้ได้แต่นอนสวดมนต์ในใจ เพราะขยับไม่ได้เนื่องจากใส่เฝือก แต่ฝืนใจกดออดเรียกพยาบาลเข้ามา เราก็ได้แต่รับฟังและปลอบใจไปตามเรื่อง ทั้งที่ในใจก็กลัวเอาการ แต่เบาใจตรงที่ว่า คนไข้คนนี้ใจเเข็ง เขาบอกว่าเขาไม่กลัว และยังอาราธนาพระเครื่องมาคล้องคอ แล้วก็นอนต่ออย่างสงบ

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นไม่นาน ห้องนั้นก็ว่างไม่มีคนไข้อีกเลยแต่แล้ว คืนหนึ่ง ระหว่างเตรียมเปลี่ยนเวรกัน เจ้าหน้าที่ทั้งเวรบ่ายเวรดึกส่งเวรกันอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงออดดังขึ้นจากห้องคนไข้ เราเดินไปดูที่เครื่องเตือน ปรากฏว่าสัญญานไฟที่โชว์นั้น มาจากห้องและเตียงที่คนไข้คนก่อนอยู่ ซึ่งเป็นห้องที่ผู้ชายคนที่ถูกชวนไปโดดตึก แต่ปัญหาคือเวลานี้ห้องนั้นมันว่าง ไม่มีคนไข้อยู่ ปิดไฟมืดสนิท แล้วใครกดออดเรียกล่ะ “เราคิดในใจ”

เจ้าหน้าที่ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครพูดอะไรทั้งนั้น เราต้องเป็นคนไปกดปุ่มปิดสัญญาณที่ห้องนั้น มือไม้มันพาลจะแข็งไปหมด กลัวว่าจะมีเสียงใครเรียกมาตามสาย แล้วเราต้องเข้าเวรดึกต่อ แอร์ก็เย็นเฉียบ คนไข้ก็น้อย ห้องเจ้าปัญหาก็ดันอยู่ติดเคาน์เตอร์พยาบาล ชนิดที่ว่าเปิดประตูห้องเดิน 3 ก้าวก็ถึงพยาบาลแล้ว คืนนั้นทั้งคืนหายใจไม่ทั่วท้องเลยล่ะ กลัวก็กลัว งานก็ต้องทำ แต่ดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปจนหมดคืน

คืนต่อมา เราเข้าเวรดึกอีก คราวนี้ชัดเจนเลย ดึกสงัด เงียบกริบ ขณะกำลังนั่งเฝ้าเคาน์เตอร์กับพยาบาลอีกคน ได้ยินเสียงประตูขยับ และเปิดออก เราสองคนเงยหน้าขึ้นหันไปตามเสียง ใช่แล้วค่ะ ประตูห้องเจ้าปัญหานั้นมันค่อยๆ แง้มออกทีละนิดๆ ห้องว่างปิดไฟมืด เราสองคนนั่งมอง ในใจก็ลุ้นว่าอะไรจะออกมาไหม แต่พอแง้มได้กว้างพอที่คนจะสอดตัวออกได้ ประตูก็ค่อยๆ ปิดลงเอง แล้วทุกอย่างก็เข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง

บางที ตี 3 กว่า เดินไปหลังตึกคนเดียวเพื่อหยิบของ ลิฟต์แดงที่อยู่หลังตึกที่เอาไว้สำหรับขนศพลงห้องเก็บศพ ตอนเราเดินผ่าน จู่ๆ ประตูลิฟต์ก็เปิดเอง ไม่มีคนเรียกลิฟต์ ไม่มีใครอยู่ในนั้นด้วย แล้วเปิดได้ไง อย่าถามว่ากลัวไหม เราทำอาชีพแบบนี้ในสถานที่แบบนี้ กลัวมันก็มีนะคะ แต่ว่า ด้วยงาน ด้วยความง่วงนอน ด้วยความเคยชิน พอกลับบ้านไปพักผ่อน อีกวันมาเข้าเวรใหม่ก็ลืม ไม่สนใจแล้ว เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว ไม่เป็นอันทำอะไรกันพอดี เลยปล่อยผ่านไป

เคยมีอีกครั้ง มีคุณยายท่านหนึ่งเป็นคุณแม่ของหมอใหญ่ในโรงพยาบาล หลังเรารับเวรตอน 16.30 น. เราต้องเข้าไปเช็ดตัวให้ ในห้องไม่มีญาติเลย คุณยายนอนคนเดียว ลูกชายที่เป็นหมอใหญ่จบเมืองนอก ก็ไม่ค่อยขึ้นมาดู วันนั้นระหว่างเช็ดตัว เราก็เห็นแล้วล่ะว่าอาการไม่ดี หลังจากเช็ดตัวสักพัก แกก็ค่อยๆ หมดลมไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีลูกหลานมาดูแม้แต่คนเดียว เราไปเช็ดตัวคนไข้ห้องอื่นแล้ว พอแกเสียเราก็ต้องย้อนกลับมาทำความสะอาดร่างใหม่ ทุกคนต่างทำงานของตัว เราเลยต้องทำคนเดียว ไม่มีคนมาช่วย เช็ดตัว อุดสำลีตามทวารต่างๆ แต่งตัวให้เรียบร้อย เสียวๆ เหมือนกัน ต้องเปิดประตูทิ้งไว้ แต่ปิดม่านนะคะ สักพักก็เสร็จ ขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่มีลูกหลานมาดูเลย.. จนเกือบ 2 ทุ่ม ลูกหลานถึงมา และเข็นร่างลงห้องเก็บศพ เราได้แต่ยืนมองจนเข็นเข้าลิฟต์ไป แล้วจึงไปเก็บห้องให้เรียบร้อย

คืนนั้นเราลงเวรเที่ยงคืน ถึงบ้านก็ตี 1 กว่า อาบน้ำนอน ด้วยความง่วงมากๆ เราฝันเห็นคุณยายคนนั้นเดินเข้ามาในห้องนอนเรา ในฝันเราเลยร้องถามไปว่า ‘คุณยายมาทำไม คุณยายตายแล้วนี่ เข้ามาทำไม?’ คุณยายไม่ตอบอะไร ได้แต่นิ่งเฉย แต่เรากลับได้ยินในใจว่า ‘ไม่รู้จะไปไหน ไปไม่ถูก เลยตามมา’ เราเลยบอก คุณยายกลับไปเถอะ เดี๋ยวหนูจะบอกหมอ ให้ ว่าคุณยายไปไม่ถูก ให้เขามารับกลับนะ แล้วคุณยายก็หายไป

เช้ามาเรามาเล่าให้ทุกคนฟัง ปรึกษากันว่าจะบอกหมอคนนั้นดีไหม สรุปคือไม่ได้บอกค่ะ เพราะกลัวว่าหมอจะไม่เชื่อ หาว่างมงาย หมอจบนอกอยู่เมืองนอกมาหลายสิบปี อายุก็มากแล้ว ทั้งเงียบทั้งขรึม เราเลยไม่กล้า ได้แต่พูดในใจว่า ‘คุณยาย หนูขอโทษ หนูไม่กล้า บอกไปกลัวเขาจะดุ’ สงสารก็สงสารนะ ก็ได้แต่หวังว่าพอคุณยายหมดอายุขัยแล้ว คงไม่ต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อน เดี๋ยวก็คงต้องไปตามทางที่ควรเจอไปจนได้นั่นล่ะ

ขึ้นชื่อว่าแพทย์หรือพยาบาล การเจ็บป่วยล้มตายดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ต้องพบเจอ  หลายๆ คนมองว่าอาชีพแพทย์คืออาชีพหนึ่งที่ไม่น่าจะกลัวผี เพราะคนเหล่านี้จะนำหลักวิทยาศาสตร์มาหักล้างได้เสมอ แต่เจอเข้าจริงแล้วขึ้นชื่อว่าผี ดวงวิญญาณ เหล่านี้ก็ไม่เลือกเหมือนกันว่าคนที่ไปหลอกหรือแสดงตัวให้เห็นคือใคร อาจเป็นเพราะความปรารถนาดีที่ไม่อยากให้แพทย์ที่ตัวเองเคยรักษาและเป็นคนที่ต้องมาดูแลศพตัวเองมีอันตรายระหว่างเดินทางค่ำๆ มืดๆ

จบไปแล้วนะครับสำหรับเรื่องเล่าจากคุณพยาบาลสาวท่านหนึ่งที่ได้มาเล่าประสบการณ์ตรงจากการทำงานในโรงพยาบาลเอกชน และสุดท้ายนี้ฝากถึงท่านผู้อ่านให้ใช้วิจารณญานให้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าหรือเรื่องที่เจอกันตัวเอง

ติดตามเรื่องเล่าสยองขวัญ : เซ่นไหว้สยองขวัญ

หนังดี ที่ห้ามพลาด : Peninsula